By Miriam - Mokhsita Chuenwatanakul, in ICYE Switzerland September 2026
เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมาเราได้ตัดสินใจจะเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทำงานอาสา และเรียนภาษาที่ Switzerland โดยมีกำหนดการการเดินทางในปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน!
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าในเดือนที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตได้สุดเหวี่ยงมาก ทั้งสนุกทั้งเหนื่อย แต่บอกเลยว่าทุกช่วงเวลาคุ้มค่ากับการจดจำมากจริง ๆ
หลังจากเครื่องลงที่ Zurich Airport ในช่วงค่ำ ๆ เราก็ได้เดินทางไปพักที่บ้านของ Host family ซึ่งเราจะต้องพักอยู่ที่นี่ตลอดปีนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าร่วม Intro camp ของโครงการ ซึ่งเราได้เจอกับเพื่อน (ร่วมชะตากรรม) อีก 3 คนจาก USA, Nigeria และ Mexico และหนึ่งในนั้นก็คือคนที่จะได้อยู่ร่วมกันที่บ้านของ Host
พวกเราใช้เวลาตลอดทั้งอาทิตย์แรก พูดคุยทำความรู้จักกัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความแตกต่าง ผ่านมุมมองของแต่ละคน รวมถึงทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกัน โดยมีสตาฟและเพื่อน ๆ จากสวิสมาสมทบกับเราในแต่ละวัน พาพวกเราไปเที่ยวในเมือง Bern และทำกิจกรรมนอกสถานที่ ทั้งในห้องสมุด มหาวิทยาลัย ปิคนิค ขึ้นเขา ว่ายน้ำ ซื้อของใช้ที่จำเป็น และยังได้ดูการแสดงของคณะละครเร่ที่มาจอดคาราวาน เปิดการแสดงใกล้ ๆ ที่พักด้วย
ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้มีเวลาในการทำความรู้จักกัน หรือสนิทกันมากเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้อุ่นใจได้ว่าอย่างน้อยก็ยังมีเพื่อน มีคนที่จะคอยซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ (เพราะเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันแล้วตอนนี้.. ไม่ช่ายย)
หลังจากจบ Intro camp เรากับเพื่อนชาวอเมริกาก็ได้ไปเข้าร่วม Building wall Breaking wall camp ซึ่งเป็นค่ายที่จะมีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศ เช่น Israel, Palestine, Ireland และเนื่องจากค่ายครั้งนี้จัดที่สวิส แน่นอนว่าจะขาดเจ้าภาพอย่าง Switzerland ไปไม่ได้ และเรากับเพื่อนก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Switzerland group อย่าง (ถือว่า) เป็นทางการ
พวกเราไปพักอยู่ที่บ้านพักบนเขา Jura ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันมากมาย ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกำแพงหินร่วมกับผู้คนจากในพื้นที่ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ โดยเราได้มีการทำอาหารฟีล ๆ อาหารประจำชาติ และเล่าเรื่องราว นำเสนอข้อมูลของแต่ละประเทศ สำหรับเรานี่เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่ได้มาแลกเปลี่ยนและรับฟังมุมมองของแต่ละคน ผ่านมุมมองที่ทั้งแตกต่างด้วยวัฒนธรรมและสถานที่ อย่างเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดช่วงเวลาทั้งอาทิตย์กลายเป็นเวลาที่มีค่ามาก ถึงแม้เราจะเริ่มต้นด้วยการเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน แต่เราก็ลาจากกันด้วยมิตรภาพยาวนานหนึ่งสัปดาห์ แอบมีน้ำตาด้วยนิดหน่อย (ดึงดราม่าเฉยเลยยย)
หลังจากนั้นชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป จบจาก BWBW camp เราก็เริ่มทำงานอาสาเลยในวันต่อมา โดยในช่วงแรกของการทำงานเรากับเพื่อนต้องไปอยู่ที่บ้านของน้องชายของ Host mother ก่อนชั่วคราว ซึ่งทุกคนก็ต้อนรับและดูแลเราเป็นอย่างดี
การทำงานอาสาที่ Day care หรือที่เรียกว่า Kita นั้นไม่ได้ยากหรือเหนื่อยอย่างที่คิด งานของเราคือช่วยดูแลเด็กอายุตั้งแต่ 2 - 7 ขวบ จัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ กล่อมเด็กนอน พาออกไปเดินเล่น (ร่วมกับครู) และทำความสะอาด ซึ่งด้วยความที่ Kita เป็น Bilingual คือใช้ภาษาอังกฤษกับเยอรมัน ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร และออกจะใช้ชีวิตง่ายกว่าที่คิดเอาไว้ด้วย แต่ยังไงก็ตามเราก็จะได้เรียนภาษาเยอรมันด้วย ซึ่งในเรื่องของการใช้ภาษาในสวิสจะค่อนข้างซับซ้อนเพราะมีการใช้หลากหลายภาษามาก และจริงๆแล้วคนส่วนใหญ่จะใช้ภาษา Swiss german ซึ่งจะแตกต่างกับ High german ค่อนข้างเยอะ และในแต่ละพื้นที่ก็จะมีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกันมากกกกก
กลับมาที่การดูแลเด็ก บอกเลยว่าเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักมากจนบางทีเราลืมไปว่าจริง ๆ แล้วนั้น น้องแสบกันมาก! และดราม่าเก่งที่หนึ่ง! แต่ถึงจะดื้อแค่ไหน ยังไงน้องก็ตัวแค่นี้🤏🏻 คือทั้งน่ารัก ใสซื่อ และดื้อสุด ๆ แบบว่าให้เลยล่ะะะ
เผลอแป๊บเดียวก็ครบ 1 เดือนแล้วที่เรามาอยู่ที่นี่ ที่แปลกและแตกต่างทั้งเวลา สถานที่ อากาศ (ทั้งหนาวบ้างร้อนบ้าง แต่โชคดียังไม่มีน้ำท่วม) และวิถีชีวิตของผู้คน เราได้รับประสบการณ์ใหม่หลายอย่าง มีเรื่องและสถานการณ์ให้แปลกใจได้เกือบทุกวัน ได้สัมผัสบรรยากาศและวิวที่สวยมาก ๆ อันนี้ไม่เล่าคงไม่ได้จริง ๆ ไม่คิดว่าแค่การพาหมาไปเดินเล่นท่ามกลางวิวสวย ๆ มันฟินได้ขนาดนี้
..ในขณะเดียวกัน ถึงแม้เราจะเริ่มปรับตัวให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เริ่มเจอผู้คนมากมาย มีเพื่อนใหม่ ๆ เริ่มมีสถานที่ใหม่ที่เรียกว่า "บ้าน" (ในความหมายของคำว่า Home) แต่เราก็ยังมีสิ่งที่แทนใจถึงบ้าน หลายอย่างที่ไม่เคยจะรู้มาก่อน เช่นบางทีเราก็ฟังเพลงไทยเก่า ๆ (ที่ถึงแม้จะไม่ได้เก่ามาก แต่น้องสาวเราคงจะบ่นว่าน่าเบื่อแน่ ๆ) หรือแม้แต่แกงส้มที่เคยกินแล้วเบื่อ รู้สึกไม่ชอบ แต่พอมาทำกินที่นี่ ถึงแม้มันจะมีรสชาติแปลก ๆ ไปบ้างไม่เหมือนกับแกงส้มที่เคยกิน แต่มันกลับเป็นรสชาติที่ทำให้นึกถึงสิ่งที่เคยกินที่บ้าน มาม่ากลายเป็นสิ่งล้ำค่า ส่วนนึงเพราะซื้อที่นี่มันแพงก็ใช่ แต่คือคิดถึงอาหารที่มีรสเผ็ด ๆ แบบที่คุ้นเคยมากจริง ๆ
แล้วเดือนแรกก็ผ่านไป ทิ้งบทสรุปแบบ (น่าสับสน และไม่ค่อยจะ) สั้น ๆ ทำให้เราได้รู้ว่า บางครั้งสิ่งเล็ก ๆ ที่เราอาจเคยมองข้ามก็กลายเป็นสิ่งล้ำค่าได้ง่าย ๆ ซะแบบนั้น เมื่ออะไรต่าง ๆ และสิ่งรอบตัวของเราเปลี่ยนไป หรืออาจเป็นเพราะอะไรบางอย่างที่เรายังหาข้อสรุปไม่ได้...
ขอบคุณที่สละเวลาอ่านมาจนถึงตรงนี้นะคับบ
ด้วยความตื่นเต้นและง่วงนอน😪