เมื่อฉันไปเป็นอาสาสมัครที่เวียดนาม


     สำหรับ 2 สัปดาห์ของการเป็นอาสาสมัครนานาชาติที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม สำหรับฉันแล้ว เป็นประสบการณ์ที่ที่มีค่ามากในชีวิต เป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืม

สถานที่ที่ฉันไปเป็นอาสาสมัครนั้นเป็นวัดที่ชื่อว่า Bo De pagoda วัดนี้เป็นวัดที่ดูแลโดยแม่ชี ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลเด็กกำพร้า ที่นี่มีเด็กๆเยอะทีเดียว เป็นร้อยชีวิต มีตั้งแต่เด็กเล็กๆอายุไม่กี่เดือน จนถึงเด็กๆที่โตแล้ว และยังมีคนชราที่มาอาศัยอยู่ที่นี่อีกหลายสิบคน  ฉันและเพื่อนอาสาสมัครจากนานาชาติ ทั้ง ฝรั่งเศส เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์กและคนไทยคนเดียว(รู้มาว่าฉันเป็นคนไทยคนแรกที่มาเป็นอาสาสมัครด้วย) รวมแล้วประมาณ 15 คน การทำงานที่วัด เราจะทำในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.30 – 14.30 น.ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์ เป็นวันหยุดของพวกเรา ฉันพักอยู่ที่บ้านพักอาสาสมัครของ SJ Vietnam ซึ่งเป็นบ้านที่อาสาสมัครพักอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีทั้งอาสาสมัครที่ทำงานที่วัด Bo De และที่ทำงานที่ workcamp อื่น ในเมืองฮานอยด้วย พักรวมกันเกือบ 20 คน เรียกว่า LTV House ฉันและเพื่อนอาสาสมัครต้องเดินทางไปทำงานที่วัด Bo De ด้วยรถเมล์ ต้องนั่งรถเมล์ 2 ต่อ จึงไปถึงวัดใช้เวลาประมาณ 30 นาที งานที่พวกเราต้องทำคือ ช่วยดูแลเด็กเล็กๆ และเด็กโต ช่วยสอนเด็กๆ ล้างหน้าแปรงฟันในตอนเช้า(ชุลมุลมาก) ล้างมือก่อนกินอาหาร จัดอาหารว่างให้ วาดรูประบายสี สอนแยกขยะ เล่นเกมส์ พาเด็กๆเดินเล่น ร้องเพลง ทำความสะอาดบริเวณวัด เป็นต้น

ฉันยังได้มีโอกาสไปเยี่ยม workcamp อีกที่หนึ่ง คือ youth house (ความจริงแล้วเป็นที่แรกที่ฉันเลือกตอนที่สมัคร แต่อาสาสมัครเต็มเสียก่อน) ที่นี่อยู่ใกล้บ้านพักมากกว่าวัด Bo De ที่ฉันทำงานอยู่ นั่งรถเมล์ต่อเดียวเท่านั้น youth house เป็นโรงเรียนสอนเด็กๆด้อยโอกาสที่เป็นลูกๆของชาวประมงที่อาศัยอยู่บนเรือในแม่น้ำแดง(แม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านกลางเมืองฮานอย) ที่นี่อาสาสมัครไม่มากเหมือนที่วัดBo De แต่กิจกรรมน่าสนุกทีเดียว งานของที่นี่ คือ สอนหนังสือเด็กๆ สอนภาษาอังกฤษ สอนดนตรี ไปจ่ายตลาด ทำอาหารกลางวันให้เด็กๆ ทำความสะอาดโรงเรียน เป็นต้น  

พอถึงวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ ฉันมีเวลาว่าง จึงขอเที่ยวให้ทั่วเมืองฮานอยโดยการเดินเที่ยว สำหรับฉันแล้วฮานอยเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ทั้งสถาปัตยกรรม ผู้คน อาหาร และยังมีทะเลสาบใหญ่ หลายแห่งอยูในเมือง คงเพราะเหตุนี้ทำให้เมืองฮานอยดูชุ่มชื้น รวมถึงการจราจรที่นี่ก็ไม่เหมือนที่ใดในโลก เวียดนามเป็นประเทศที่มีมอเตอร์ไซด์เยอะมากๆ  แถมบีบแตรดังสนั่นตลอดเวลา แต่การบีบแตรรถในเวียดนาม หมายถึงการบอกให้รู้ว่ามีรถมาให้ระวังด้วย ต่างจากเมืองไทยที่การบีบแตรหมายถึงการแสดงความไม่พอใจซะส่วนใหญ่ ดังนั้นที่เวียดนามคนบีบแตรรถดังลั่นตลอดเวลาแต่ไม่มีใครโกรธกันเลย แถมไม่ค่อยมีอุบัติเหตุด้วย เพราะคนที่นี่ขับรถไม่เร็ว อีกอย่างคือการข้ามถนนในเวียดนามเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ เวลาข้ามถนนให้เดินข้ามช้าๆ แต่ให้เดินอย่างมั่นใจเข้าไว้ เดี๋ยวรถจะเป็นฝ่ายหลบเราเอง อย่าวิ่งข้ามเป็นอันขาด (แต่ถ้าเดินอย่างนี้ในเมืองไทยรถชนแน่นอน) ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองฮานอยก็มีหลายที่ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นย่าน โอลด์ ควาเตอร์ หรือ ถนน 36 สาย ซึ่งเป็นย่านที่มีร้านขายของฝาก ของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า โรงแรมที่พัก มากมาย สามารถเดินเที่ยวได้ทั้งกลางวัน และกลางคืนเลย ที่ๆใกล้กันอีกแห่งคือ ทะเลสาบ โฮวน เกี๋ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ และยังมีโรงละครหุ่นกระบอกน้ำ สุสานโอจิมินท์ มีวัดหลายแห่ง หรือจะเดินเที่ยวห้างก็มี  การได้มาเดินเที่ยวเองอย่างนี้ สนุกกว่าการมากับบริษัททัวร์เสียอีก ฉันเคยมาเวียดนามเมื่อ 3 ปีที่แล้วแต่หนนี้ฉันกลับรู้สึกชอบมากกว่าเสียอีก การเดินทางด้วยตนเองมันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากทีเดียว

นอกจากจะประทับใจกับการเดินเที่ยวในฮานอยแล้ว การได้พบกับเพื่อนอาสาสมัครที่มาจากนานาชาติก็เป็นสิ่งที่ประทับใจฉันมากด้วยเช่นกัน ช่วงเวลาที่ได้พักอยู่ที่บ้านพักด้วยกันทำให้เราทุกคนในบ้านสนิทสนมคุ้นเคยกันถึงแม้ว่าจะมาจากจากต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมกันก็ตาม บางวันทำอาหารกินร่วมกัน  นั่งพูดคุยกัน ได้ฝึกภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นมิตรภาพที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน  ฉันเองได้เรียนภาษาเกาหลีกับเพื่อนชาวเกาหลี และได้เรียนกีตาร์ครั้งแรกในชีวิตที่ฮานอยกับเพื่อนชาวฝรั่งเศส(งานอีกอย่างของฉันที่ฮานอยคือซ้อมกีตาร์วันละประมาณ 2 ชั่วโมง) ฉันเองก็ได้สอนภาษไทยให้เพื่อนต่างชาติด้วย การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทำให้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ได้แปลกแยกเลย แต่เป็นความประทับใจที่ได้มารู้จักกับเพื่อนๆที่มาจากต่างวัฒนธรรม และเป็นมิตรภาพที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน และฉันหวังว่าจะได้กลับไปเวียดนามอีก

เยาวเรศ กรรณลา
27 เม.ย. 2554


 

Comments