Post-disaster support Camp Nepal

 ตัดสินใจ

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นความฝันที่วาดไว้กับการได้ไปเหยียบหิมะขาวโพลนบนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล เมื่อวางแผนจะเป็นอาสาสมัครระยะสั้นช่วงปิดเทอม ข้าพเจ้าจึงมีใจให้เนปาลเป็นพิเศษ เมื่อพบว่ามี post-disaster support project ที่เนปาลก็รู้สึกแปลกใจ ขณะนี้ครบหนึ่งปีแล้วหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเดือนเมษายน 2015 แต่ยังมีผู้ได้รับผลกระทบที่ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ จึงไม่ลังเลใจที่จะเลือกโครงการนี้ ความลังเลใจเพียงอย่างเดียวที่เป็นเสียงค้านคือความกลัว ความไม่มั่นใจใน survival skill ที่ต่างแดน ภาษา หรือแม้กระทั่งกลัวความสามารถของตนไม่เพียงพอ ไปแทนที่คนที่อาจเป็นประโยชน์มากกว่า คิดไปต่างๆ นานา ได้กำลังใจจากพี่ชายและมิตรรักคนหนึ่งช่วยไว้ ตาม quote ของ C. JoyBell C. “One cannot say ‘I will be ready when I am perfect’ because you will never be, rather one must say ‘I am raw and I am ready just like this, right now, how and who I am’ ”

 Workcamp

Workcamp ครั้งนี้ประกอบไปด้วย 2 เป้าหมายหลักคือ road maintenance และ clearance of earthquake-affected house ในทุกๆ วันอาสาสมัครจะนั่งรวมกันรับประทานอาหารเช้าเวลา 9 นาฬิกา ออกเดินทางจากบ้านครอบครัวที่พักไปยัง worksite เริ่มทำงานเวลา 10 นาฬิกา และพักรับประทานอาหารกลางวันเวลา 12.30 ระหว่างการทำงานช่วงเช้าและบ่ายจะมีชาให้ในช่วงพัก ชาของเนปาลมีเอกลักษณ์ในเรื่องของความหวาน บางคนไม่ชินกับการดื่มชาหวาน สำหรับข้าพเจ้า ชาเนปาลหวานกว่าชาเขียวขวดบ้านเราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 งานในสองวันแรกเป็นการทำถนนดิน โดยการขนหินจากบนภูเขาลงมาข้างล่าง ขุดร่องระบายน้ำ ทำถนนให้ลาดเอียงเพื่อไม่ให้ฝนชะถนนพังลงมา local volunteer และเด็กๆ ในละแวกนั้นก็เข้ามาช่วยขุดถนน งานในวันที่เหลือเป็นการย้ายซากบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวให้เป็นที่เปล่าสร้างบ้านใหม่ได้ โดยอาสาสมัครถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มไปยังบ้านสองหลัง ข้าพเจ้าได้มาทำบ้านของครอบครัวชาวเนปาลที่ประกอบไปด้วย แม่และลูกอีก 3 คนคือ Nabina, Jarya และ Nissan

แม้ว่าเป้าหมายจะต่างจากการทำถนน แต่ทุกวันก็จะได้ทำงานลักษณะเดิมคือ ขนหิน ขุดดิน ขนดิน บางวันมีอุปสรรคต่างๆ เช่น ฝนตก ทำงานต่อได้ยากและดินที่ขุดไว้แข็งตัว ต้องขุดใหม่อีกครั้ง ถนนดินที่ทำไว้สองวันแรกพังลงมา อาสาสมัครบางคนถูกตะปูขูด บางคนถูกผึ้งต่อย แต่ในทุกๆ วัน เมื่อเห็นงานที่ทำเดินไปข้างหน้าก็หายเหนื่อย

หลังเลิกงานเวลา 16 นาฬิกา ทุกคนจะเดินกลับบ้านและนั่งล้อมวงสำหรับ daily evaluation ที่ local leader จะถามความเห็น สิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี เพื่อนำไปปรับปรุงในวันต่อไป เกือบทุกวันจะมีใครสักคนรวมถึงข้าพเจ้าเองพูดว่า ‘we have made progress’ เป็นประโยคประจำวันที่เหมือนการให้กำลังใจกันเองในแต่ละวัน

Jarya เป็นเด็กช่างคุย เธอชอบทาเล็บ วาด henna แต้ม Tilaka บนหน้าผาก หรือแม้กระทั่งแต่งหน้าให้อาสาสมัคร พักเที่ยงบางวัน ข้าพเจ้าจะได้เข้าไปนั่งในเพิงพักพิงชั่วคราวของครอบครัว เป็นเพิงไม้สังกะสีที่มี compartment เดียว เป็นทั้งห้องนอน ห้องเก็บของ ห้องครัวและห้องเลี้ยงวัว Jarya, Nabina, ข้าพเจ้าและเพื่อนอาสาสมัครคนอื่นๆ จะพูดคุยเกี่ยวกับประเทศและชีวิตของพวกเขา Nabina เป็นเด็กเรียนเก่ง เธออยากเรียนหมอ แต่ด้วยความที่ครอบครัวนี้ยากจน เธอจึงเปลี่ยนความตั้งใจเป็นสาขาอื่นที่ค่าเรียนที่บ้านสามารถสนับสนุนได้ วันหนึ่งครอบครัวทั้ง 4 คนแชร์มาม่าซองเดียวเป็นอาหารกลางวัน Jarya บ่นปวดท้องหิว แต่พวกเขายิ้มสวยและยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ เป็นภาพที่เห็นแล้วใจสลาย

 มีบางวันที่เป็นวันที่เหนื่อยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะหลังหยุดเที่ยวในวันเสาร์และกลับมาทำงานในวันอาทิตย์ รู้สึกเหนื่อยเหมือนวันแรกที่เริ่มทำงาน ได้เพลงของคุณ Maxime อาสาสมัครชาวฝรั่งเศสช่วยไว้ ชั่วขณะหนึ่งที่ลมพัดผ่าน ข้าพเจ้ามองคุณแม่ของ Jarya ลับเคียวเกี่ยวข้าวพร้อมยิ้มสวย หูได้ยินเพลงฝรั่งเศส ‘Ne me quitte pas’ ของ Jacques Brel ของคุณ Maxime ขณะนั้นเองที่ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าติดใจที่นี่เข้าเสียแล้ว

เป็นเวลา 12 วันใน workcamp ที่ได้กินแต่แป้งเป็นอาหารหลัก อาหารมื้อเช้าคือมาม่า มื้อกลางวันคือข้าวพองกับมันฝรั่งผัดเครื่องเทศ มื้อเย็นคือ daalbhat อาหารประจำประเทศเนปาลที่มีข้าว มันฝรั่งทอดและ lentil soup เมื่อออกจาก workcamp จึงกินเนื้อมากจนไม่ระวังตัว ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือที่ให้หลีกเลี่ยงเนื้อและนมเพื่อลดโอกาสการเกิดท้องเสีย ช่วงแรกเป็น mild diarrhea ก็ไม่ได้สนใจ เพราะจากสถิติของ VIN แล้ว 97% ของอาสาสมัครจะเป็น diarrhea วันสุดท้ายกินทั้งเนื้อและนม สุดท้ายจบลงด้วยการได้เข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือจาก acute gastroenteritis

สุดท้ายแล้วเมื่อมองย้อนไปมีทั้งช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่เหนื่อย แต่ไม่มีขณะใดเลยที่อยากให้เปลี่ยนไปจากเดิม ประสบการณ์ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ใน workcamp นี้ได้ทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ และตอบคำถามบางอย่างในใจ ตามคำกล่าวของ Zora Neale Hurston

‘There are years that ask question, and years that answer.’

Supatcha Incomenoy

9-20 July 2016

 

 



 

 

Comments